รีวิวพาเที่ยว Review Tour: Safari World ซาฟารีเวิลด์ หวนคืนความทรงจำวัยเด็ก กับสวนสัตว์ที่อยู่คู่คนไทยกว่า 34 ปี

รีวิวพาเที่ยว Review Tour: Safari World ซาฟารีเวิลด์ หวนคืนความทรงจำวัยเด็ก กับสวนสัตว์ที่อยู่คู่คนไทยกว่า 34 ปี

สวัสดีครับ พบกับผม อัจ ลอฟท์เกม และการรีวิวจาก ลอฟท์เกม - LOFTGAME เช่นเคยนะครับ วันนี้ผมจะพาทุกคนย้อนรอยความทรงจำวัยเด็ก กับสวนสัตว์ชานเมือง ซึ่งผมเชื่อว่าไม่มากก็น้อยวัยเด็กก็น่าจะเคยมากับคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง หรือเป็นกิจกรรมทัศนศึกษาของโรงเรียนที่เราเคยได้ไปกับเพื่อน ๆ สมัยประถม มัธยมต้น นั่นก็คือ สวนสัตว์ "SAFARI WORLD ซาฟารีเวิลด์" นั่นเองครับ ซึ่งอยู่แถวเลียบคลองสอง ถนนปัญญาอินทรา เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร นี่เองครับ ซึ่งใกล้มากสำหรับบ้านผมนะ แต่ว่าผมไม่เคยได้มาเลยตั้งแต่เคยมากับทางโรงเรียน สมัยมัธยมต้น ราว ๆ ปี 2539 กันเลยทีเดียว ซึ่งมันเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน เดี๋ยวเรามาติดตามกันในรีวิวนี้เลยครับ

เบื้องต้นผมหาข้อมูลจากเพจ Safari World ก่อนครับ เพื่อสอบถามเรื่องราคาบัตรเข้าชมและตารางเวลาต่าง ๆ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการเวลา เพื่อที่จะได้เข้าชมได้อย่างคุ้มค่าตลอดทั้งวันนั่นเอง โดยราคาบัตรเข้าชมจะแบ่งได้ดังนี้ครับ

ราคาบัตรเที่ยวชมซาฟารีเวิลด์ 

บัตรเข้าเที่ยวชมจะมีจำหน่ายเฉพาะหน้าประตูทางเข้าสวนปาร์คนะครับ ไม่มีสำรองล่วงหน้า หรือจองออนไลน์ (ส่วนตัวคิดว่ายุคนี้มันน่าจะควรมีนะ) โดยทางซาฟารีเวิลด์เขาแบ่งออกเป็น 2 โซนครับ คือ ซาฟารีปาร์ค Safari Park และมารีนปาร์ค Marine Park (โซนมารีนปาร์ค กับโซนโชว์ต่าง ๆ และสวนสัตว์ปิด คือโซนเดียวกันหมด)

  • ราคาบัตรชุด (เที่ยวชมได้ 2 โซน คือซาฟารีปาร์ค และมารีนปาร์ค) ผู้ใหญ่ 750 บาท เด็ก 650 บาท
  • ราคาบัตรเฉพาะมารีนปาร์ค ผู้ใหญ่ 600 บาท เด็ก 500 บาท
  • ราคาบัตรเฉพาะซาฟารีปาร์ค ผู้ใหญ่ 450 บาท เด็ก 350 บาท

หลักเกณฑ์ราคาบัตรเที่ยวชมสำหรับเด็ก

  • ความสูงไม่เกิน 100 ซม. เข้าฟรี!
  • ความสูงตั้งแต่ 100 – 140 ซม. ราคาบัตรเด็ก
  • ความสูงตั้งแต่ 140 ซม. ขึ้นไป ราคาบัตรผู้ใหญ่

เสียดายที่ ณ วันที่ผมมาในครั้งนี้โปรโมชั่นบัตรรายปี 990 บาทแบบ Annual Pass ดันหมดโปรโมชั่นไปแล้วเรียบร้อย แอบหวังเล็ก ๆ ว่ามันจะกลับมาขายอีกครั้ง เพราะผมคิดว่าบัตรรายปีจะคุ้มกว่า เนื่องจากเที่ยววันเดียว ตามเก็บไม่หมดแน่นอนครับ

หากนำรถยนต์ส่วนตัวมาขับเข้าเที่ยวชมส่วนซาฟารีปาร์ค อันนี้จะไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ นะครับ ซื้อบัตรก็เข้าได้เลย แต่ถ้าหากขี่รถมอเตอร์ไซค์มาแบบผม หรือนั่งรถแท็กซี่มาแต่ลงแค่หน้าซาฟารีเวิลด์  จะเข้าไปในส่วนของซาฟารีปาร์คไม่ได้นะครับ เพราะเป็นอันตรายต่อตัวเรา และต่อสัตว์ด้วย โดยส่วนนี้เขาก็มีรถมินิบัสแอร์เย็นฉ่ำ (เขาเรียกว่ารถโค้ช) ให้เรานั่งรถนี้เข้าไปชม โดยอัตราค่าบริการรถโค้ชคิดคนละ 60 บาทครับ อีกอย่างที่สำคัญ ห้ามนำสัตว์เลี้ยงใด ๆ เข้าไปในซาฟารีปาร์คด้วยนะครับ เดี๋ยวพวกเสือพวกสิงโตเห็นจะงานเข้า

ตารางเวลาโชว์การแสดง

เขาได้แบ่งตารางโชว์ตามวันธรรมดา (อังคาร-ศุกร์) และวันหยุดสุดสัปดาห์ (เสาร์-อาทิตย์) หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ดังนี้ครับ (หมายเหตุ : วันจันทร์เขาหยุดครับ อย่าเผลอมา!!)

สังเกตนะครับ หากเป็นวันธรรมดา (อังคาร-ศุกร์) ทุกโชว์จะจัดแสดงเพียงรอบเดียวเท่านั้น ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ก็จะมีการเพิ่มรอบในบางโชว์เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเช่น โชว์สิงโตทะเล และโชว์นกครับ

ซาฟารีปาร์ค : SAFARI PARK

อันนี้คือโซนแรกของผมที่เข้าชมในซาฟารีเวิลด์เลยครับ เพราะส่วนตัวแล้วอยากชม "โชว์ Feeding ฟีดดิ้ง" หรือการให้อาหารสิงโตและเสือมาก ๆ เลยเลือกที่จะเข้าชมซาฟารีปาร์คก่อนเลย ซึ่งผมมาถึงซาฟารีเวิลด์ตั้งแต่ 9:00 น. พอซื้อบัตรเข้าชมและบัตรรถโค้ชเรียบร้อย ก็นั่งรถรอรอบ 9:30 น. รถถึงออกเดินทางครับ

หน้าทางเข้าซาฟารีเวิลด์ครับ ขนาดผมมาตอนเช้า นักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวไทยบางส่วน ก็เริ่มทยอยกันเข้ามาละ

ราคาบัตรเข้าชมครับ โดยผมซื้อแบบบัตรชุดเข้าชมทั้งสองโซนกันเลย และค่ารถโค้ชเข้าชมซาฟารีปาร์ค
กำลังเดินทางแล้วววว

รถโค้ชก็พาเราขับวนออกมาหน้าทางเข้าซาฟารีปาร์คครับ ทางเข้าก็เหมือนด่านเก็บค่าผ่านทางด่วน หากใครนำรถส่วนตัวมาก็คงตรวจบัตรเข้าชมกันตรงนี้ ส่วนใครนั่งรถโค้ชก็ผ่านเข้าไปได้เลย ก็เขาดึงบัตรส่วนซาฟารีปาร์คกับบัตรค่ารถไปแล้วนั่นเอง


มาเข้าชมตอนเช้า เราจะได้เห็นสัตว์อยู่กันเป็นกลุ่มกินอาหารกันอยู่ครับ และค่อนข้างกระปรี้กระเปร่า หากมาสาย ๆ เที่ยง ๆ หรือช่วงฝนตก ส่วนมากสัตว์จะหลบเข้าร่มกันหมดนั่นเอง หากนำรถส่วนตัวมาเองแนะนำให้ขับรถช้า ๆ ในการชมนะครับ เพราะบางทีก็มีสัตว์บางตัวข้ามถนนไปมาด้วย

ก็ขับมาเรื่อยจนมาถึงโซนพวกสัตว์อันตราย ตรงนี้เข้าก็จะมีป้ายเตือนว่าห้ามเปิดกระจกรถนะครับ เพื่อความปลอดภัยนั่นเองครับ

น้องสิงโตทั้งตัวผู้ตัวเมีย ต่างจับกลุ่มรอช่วงให้อาหารในเวลา 10:00 น. แอบหันมาทางรถที่ผมนั่งด้วยแหะ เอ หรือว่าจะหิวนะ 😅😅 จุดนี้คนให้ความสนใจกันมากครับ ถึงกับต้องต่อคิวรถกันดูเลย

และแล้วก็มาถึงช่วงเวลาสำคัญ นั่นคือช่วงโชว์ฟีดดิ้งนั่นเอง ซึ่งเขาตรงเวลาเป๊ะมากครับ 10:00 พอดิบพอดี ก็เริ่มจากจุดแรกซุ้มเจ้าสิงโตกันเลย ก็ปีนป่ายรถกันแบบที่เห็นเลยครับ ท่าทางจะหิวกันมาก

ห่างมาจากโซนน้องสิงโตไม่ไกลมากก็จะเป็นโซนของน้องเสือโคร่งเบงกอลครับ แช่น้ำกันแต่เช้าเลย และก็มารวมตัวกันรออาหารเช่นเดียวกันกับสิงโตครับ

แน่นอนครับโซนเสือโคร่งเบงกอลก็มีโชว์ฟีดดิ้งด้วย พฤติกรรมก็ไม่ได้ต่างจากสิงโตเท่าไหร่ ปีนป่ายกันรอบรถอย่างที่เห็นเลย

เสือบางตัวทำตัวไม่น่ารัก กระโจนใส่รถให้อาหาร จนน้องพนักงานที่ให้อาหารทำสายตาดุใส่ด้วย ฮ่าฮ่าฮ่า 😂 ที่นี่พนักงานไม่กลัวกันเลยครับ น่าจะเพราะความเคยชิน

มาถึงโซนน้องหมีควายกันบ้างครับ โซนนี้ไม่เน้นโชว์ความดุร้าย เน้นนอนให้ชม ดูความน่ารัก ความทะเล้น ดูก็รู้เลยว่าอยู่ที่นี่มันสุขสบาย 😂

โซนนี้ก็เป็นควายแอฟริกาครับ จุดเด่นที่ต่างจากควายไทยก็คือเขาของเขานี่แหละ นอกนั้นลักษณะก็คล้ายควายไทยเลยครับ อันนี้ก็จะเป็นโซนท้าย ๆ แล้วก่อนออกจากซาฟารีปาร์ค

โชว์แสดงช้าง

เนื่องจากผมพลาดโชว์แรกของวันไปคือโชว์ลิงอุรังอุตังที่เผอิญกลับมาจากชมซาฟารีปาร์คไม่ทัน ดังนั้นโชว์ช้างก็เป็นโชว์แรกที่ผมได้ดูครับ นั่นคือรอบ 11:00 น. ไฮไลท์หลัก ๆ ของการโชว์แสดงช้างก็จะเป็นโชว์ช้างต่อแถวกัน วาดรูปโชว์ โชว์เตะบอล โชว์ชูตบาส และก็มีให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมด้วย คือการให้ช้างนวดเบา ๆ ปนเสียว ๆ ท้องน้อย กันด้วย


โชว์สงครามจารกรรม

ผมเชื่อว่าสมัยเด็ก ๆ หลายคนคงจดจำโชว์นี้กันได้ขึ้นใจแน่นอน เพราะการแสดงโชว์นี้ ใครนั่งแถวหน้า ๆ นี่บอกเลย "เปียก" ทุกราย แถมยังร้อนวูบวาบไปทั้งตัวด้วยเอฟเฟกต์ระเบิดไฟลุกท่วมที่ใส่มาแบบจัดเต็ม ยังไม่รวมเสียงปืนเสียงระเบิดที่สมจริงด้วยนะ 

ซึ่งพล็อตเรื่องไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี่ ยี่สิบปี พล็อตเรื่องก็ยังเป็นพล็อตเดิม แต่นักแสดงก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โดยโชว์นี้น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมากจาก "เจมส์ บอนด์ 007" นั่นเองครับ

ฉากการไล่ล่ากันบนเจ็ตสกีนี่ถ้านั่งชมที่นั่งใกล้ ๆ เปียกแน่ ๆ ครับ ถ้าไม่อยากเปียก ก็คงต้องนั่งชมแถวหลัง ๆ ครับ


โชว์โลมา

อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งโชว์ที่เป็นจุดขายของซาฟารีเวิลด์ เพราะเป็น "ที่เดียวในกรุงเทพ" แล้วครับ ที่มีโชว์การแสดงของปลาโลมา

จุดเด่นก็จะเป็นการโชว์ความสามารถของน้องโลมา ตั้งแต่เล่นฮูลาฮูป เลี้ยงบอล กระโดดสูงไปโหม่งลูกบอล ให้เด็กเข้าไปเล่นด้วยนะ แต่เหมือนเด็กจะกลัว ๆ มีขี่โชว์ด้วย เป็นอีกโชว์ที่สนุกดีครับ


โชว์สิงโตทะเล

โชว์นี้ผมไม่ทันตอนเช้า เลยมาได้ชมรอบบ่าย เป็นอีกหนึ่งโชว์ที่ได้จะได้รับประสบการณ์ความน่ารัก และแสนรู้ของเจ้าสิงโตทะเล ซึ่งมันฉลาดและเชื่องมาก ๆ มีทั้งรับห่วง เลี้ยงบอล เดาะบอล แถมมันยังยืนได้อีกด้วย


โชว์คาวบอยสตั้นท์

โชว์นี้ได้ฟิลกลิ่นอายแบบอเมริกันตะวันตกมาก ๆ ครับ ถ้าเป็นเกมก็คือได้ฟิลแบบเกม Red Dead Redemption เลย ซึ่งก็มีจังหวะแอ็คชั่น โป้งป้าง ตูมตาม ไม่แพ้โชว์สงครามจารกรรมเลยครับ เล่นเอาตื่นเต้นไปกับการดวลปืนของคาวบอยแบบดุเดือด จะมีพูดภาษาอังกฤษแบบไทย ๆ ตลอดโชว์นะ


โชว์นก

ซึ่งเป็นโชว์สุดท้ายของวัน (วันเสาร์อาทิตย์จะมีสองรอบ เช้า 11.45 และเย็น 16.15 ผมดูรอบ 16.15) ก็เป็นการแสดงความสามารถของนกนานาชนิด ตรงนี้ไม่ได้ถ่ายเยอะเพราะแบตเตอรี่ใกล้หมด (กล้องใหญ่หมดไปนานละ มือถือเหลือ 30%) เปิดการแสดงด้วยพาเหรดของไก่ แล้วก็การแสดงความสามารถของนกแก้วมาคอร์ ที่สามารถหยิบตัวหนังสือเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษได้ ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า มันมีนกแก้วขี่จักรยานด้วยนะสมัยก่อน แต่ตอนนี้ไม่มีละ แล้วก็มีนกเหยี่ยว บินโฉบไปโฉบมาให้ดูกันด้วยครับ


สัตว์อื่น ๆ ภายในซาฟารีเวิลด์

เนื่องจากเวลาในท่องเที่ยวในซาฟารีเวิลด์ภายใน 1 วัน ค่อนข้างจำกัดมาก หากตามเก็บโชว์ทั้งหมด ดังนั้นผมเลยไม่มีเวลาได้ชมสัตว์อื่น ๆ ในโซนมารีนปาร์คและสวนสัตว์ปิดเท่าไหร่ครับ สงสัยต้องมาตามเก็บอีกรอบ 😅😅 และผมก็พลาดอะไรหลายอย่างเช่น ห้องแสดงการฟักไข่นกต่าง ๆ การให้อาหารยีราฟแบบใกล้ชิด การเข้าไปในกรงนกแก้ว การถ่ายรูปคู่กับสัตว์ต่าง ๆ ใน Open Studio 

คาปิบาร่า ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมาก ๆ ด้วยความน่ารักกก ความตะมุตะมิของมันนี่แหละ ที่เอาใจนักท่องเที่ยวไปเลย

วอลรัสคนก็ให้ความสนใจไม่น้อย มันคือสัตว์ตระกูลเดียวกับสิงโตทะเล แต่เขี้ยวยาวมาก แต่ไม่ได้น่ากลัวนะ มันน่ารักมากกกก คนเลี้ยงก็เหมือนแกจะรักมากและฉลาด สั่งให้ทำอะไรก็ทำ มีพ่นน้ำใส่นักท่องเที่ยวด้วยนะ

อันนี้บ่อน้องแมนาที คล้าย ๆ พะยูน แต่หางไม่ได้เป็นแฉก หายใจบนผิวน้ำทุก ๆ 3-5 นาที แต่อยู่ในน้ำได้นาน 20 นาทีกันเลยทีเดียว ปอดน้องใหญ่มาก

RIVER SAFARI

จะเป็นการล่องเรือชมป่าซาฟารี หากคุณคิดว่าการใกล้ชิดกับสัตว์จริงยังไม่คุ้มค่า ก็ไปชมสัตว์ปลอมได้ครับ ตามทางก็จะมีจังหวะตุงแช่ Jump Scare ให้เราได้ตื่นเต้นตกใจเป็นระยะ ๆ อันนี้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มนะครับ 230 บาท เรือเราไม่ต้องพายนะครับ มันไหลไปตามกระแสน้ำ ก็มีโคลงเคลงนิดหน่อยและชนกับขอบปูนเป็นระยะ


อาหารและเครื่องดื่ม

อาหาร เครื่องดื่ม ไอศกรีม ของกินทุกอย่างของ ซาฟารีเวิลด์ ทุกอย่างมีราคาค่อนข้างแพง ไปจนถึงแพงมาก เริ่มต้นที่ 110 บาทขึ้นไป แบบถูก ๆ ก็น้ำเปล่าขวดละ 20 บาทครับ แต่ส่วนตัวผมแล้ว ผมคิดว่ามันก็เหมาะสมกับราคานะ เพราะอาหารของที่นี่มีการควบคุม Theme ของซาฟารีเวิลด์อย่างชัดเจน อร่อย และสะอาด แอบได้ยินชาวต่างชาติชม ว่า Yummy ก็เป็นเครื่องการันตีแล้วว่า อาหารเขาอร่อยจริง ๆ และก็มีโซน Food Court กลางแจ้ง ราคาก็ถูกลงกว่าคาเฟ่ห้องแอร์ แต่ก็แพงกว่าข้างนอกอยู่ดี เรื่องน้ำดื่ม ถ้าเน้นประหยัดกันจริง ๆ ผมว่าพกแก้วเยติใหญ่ ๆ แล้วซื้อน้ำข้างนอกมาใส่เองสักแก้วและซื้อขนมพกใส่เป้ น่าจะคุ้มกว่า แต่ถ้าจะเอาบรรยากาศ ความสบาย ก็อุดหนุนเขาเถอะครับ ก็ถือว่าเราก็มีส่วนช่วยให้คุณภาพชีวิตของพนักงานและสัตว์ของที่นี่ดีขึ้นด้วย


บทสรุป

ก็ถึงบทสรุปกับทริป Safari World ของผมแล้วนะครับ ในที่นี้ผมก็ขอสรุปค่าใช้จ่าย ความประทับใจ และอื่น ๆ นะครับ

เอาเรื่องแรกก่อน ค่าใช้จ่าย วันนี้ผมกดเงินไป 2,000 บาทเป็น Budget สำหรับทริปนี้ (คนเดียว) ซึ่งค่าใช้จ่ายตลอดทริปมีดังนี้ครับ
  • ค่าเข้าชม 2 โซน ทั้ง ซาฟารีปาร์ค และ มารีนปาร์ค ราคาบัตรผู้ใหญ่ 750 บาท 
  • ค่ารถมินิบัสเข้าชมซาฟารีปาร์ค 60 บาท (สำหรับคนไม่มีรถยนต์ส่วนตัวมา)
  • ค่าข้าวผัดปลาแซลมอน 220 บาท กาแฟลาเต้เย็น 110 บาท
  • ไอศกรีมม้าลาย รสวานิลลาผสมช็อคโกแลต 130 บาท
  • ค่าน้ำเปล่า+น้ำแข็ง 25 บาท
  • ค่านั่งเรือ River Safari 230 บาท

สรุปค่าใช้จ่ายของผมทั้งหมดก็อยู่ที่ 1,525 บาท ถามว่าราคาแพงไหม แพงครับ แต่ผมไม่ได้ซีเรียส เพราะคิดเสียว่าซื้อความสุขให้กับตัวเอง ทำงานมาทั้งชีวิต ก็ขอพักผ่อนหย่อนใจกันหน่อย และผมก็ไม่ได้มานานมาก ครั้งล่าสุดคือ สมัยเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 เมื่อปี 2539 กันเลย นานไหมละ สมัยเด็กได้ค่าขนม 40 บาท เคยซื้อเป๊บซี่กระป๋องในยุคนั้นที่ราคา 35 บาท คือหมดอ่ะ เหลือ 5 บาท 555

ความประทับใจที่ได้มาที่นี่คือ เราได้เจอสัตว์ที่มีความสุข ไม่ได้อยู่กันอย่างทุกข์ทนทรมานแต่อย่างใด (คาดว่าซาฟารีเวิลด์คงจะมีรายได้ดีจากการนำทัวร์จีนและอินเดียรวมถึงทัวร์นักเรียนมาลง เลยทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์ก็ดี ชีวิตพนักงานก็ดีด้วย เพราะพนักงานค่อนข้างเยอะมาก) อีกอย่างมันช่วยให้เรารำลึกถึงวัยเด็กที่เคยไปกับโรงเรียนและเพื่อน ๆ สมัยประถมมัธยม เพราะโชว์ต่าง ๆ ก็ยังคงมาตรฐานและเอกลักษณ์ดั่งเดิมแบบที่ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย (มีโชว์ใหม่ ๆ บ้างก็ดีนะครับ)

อีกส่วนที่เพิ่มเข้ามาให้ดูทันยุคทันสมัยอยู่บ้าง คือ การใช้เทคโนโลยี Augmented Reality หรือ AR เข้ามาช่วยเพิ่มอรรถรสด้วยการนำโลกเสมือนผสานโลกแห่งความจริงในการเที่ยวชมเพิ่มเติม เช่นเวลาเราสแกน AR แล้วใช้กล้องมือถือถ่ายไปที่หุ่นสัตว์ต่าง ๆ ภายในซาฟารีเวิลด์ เราก็จะพบกับสัตว์เหล่านั้นในรูปแบบ AR นั่นเองครับ 

โชว์ที่ผมดูทั้งหมดได้แก่

  • โชว์ช้าง รอบ 11.00 น.
  • โชว์สงครามจารกรรม รอบ 11.45 น.
  • โชว์โลมา รอบ 13.30 น.
  • โชว์สิงโตทะเล รอบ 14.15 น.
  • โชว์คาวบอยสตั้นท์ รอบ 15.15 น.
  • โชว์นก รอบ 16.15 น.

และก็ได้ชมสัตว์ตามทางเดินบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ เนื่องจากเวลาจำกัดมาก แต่ที่ผมจำความได้ สมัยก่อนนั้นเคยมีโชว์กระดานโต้คลื่นต่อตัวเป็นกายกรรมอะไรพวกนี้ด้วย ที่มีอัฒจันทร์กับบ่อน้ำใหญ่ ๆ มองทะลุไปก็ซาฟารีปาร์คนั่นแหละ แต่โชว์นี้น่าจะหายไปตามกาลเวลา อาจจะขาดคนที่ถูกเทรนในการขี่ประเภทนี้ แอบเสียดายอยู่เหมือนกันครับ 

สิ่งที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนและเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสก็คือ การนั่งเรือล่อง River Safari เอาจริง ๆ ราคา 230 บาท ก็โอเคอยู่นะ ระยะทางในการล่องเรือก็ยาวนานอยู่ ตามข้างทางก็มีสัตว์ป่า คนป่า (ปลอม) ขยับเขยื้อนสร้างความตื่นเต้น มีจังหวะ Jump Scare อยู่ตลอด ยิ่งอีตอนเข้าถ้ำเหมืองมืด ๆ (มืดมากกก) แล้วมีไอ้นั่นไอ้นี่โผล่มาเสียงดัง ๆ ก็เล่นเอาตกใจไม่น้อย 

ทริปนี้คือใช้พลังงานชีวิตคุ้มมาก เพราะผมตื่นแต่เช้า 8.00 น. ถึงซาฟารีเวิลด์ 9.00 น. และก็อยู่ทั้งวันดูโชว์ทุกอย่างเกือบครบ (ขาดโชว์ลิงอุรังอุตังที่ไม่ทันรอบเช้า เพราะติดนั่งรถชมสัตว์) จนกระทั่ง 16.37 น. ก่อนจะกลับบ้าน คุ้มมากครับ สนุก เรียกเสียงหัวเราะจากผมได้ แม้อากาศจะค่อนข้างอบอ้าวก็ตาม

สิ่งที่ผมพลาดในทริปนี้

  • โชว์แสดงลิงอุรังอุตัง (เวลาชนกับนั่งรถชมซาฟารีปาร์ค)
  • เลี้ยงยีราฟ (ไม่มีเวลาพอ)
  • ทรีเฮ้าส์ เข้ากรงนกแก้ว (ไม่มีเวลาพอ)
  • ชมการฟักไข่นกแบบใกล้ชิด (ไม่มีเวลาพอ)
  • เดินชมสัตว์อื่น ๆ ตามรายทาง (ไม่มีเวลาพอ)

จุดเด่น

  • เป็นสวนสัตว์เอกชนในกรุงเทพฯ ที่ใหญ่โตมาก
  • สัตว์ทุกตัวที่อาศัยอยู่ที่นี่ มีความเป็นอยู่ที่ดี สัตว์ไม่เครียด ไม่ป่วย
  • เป็นที่เดียวในกรุงเทพฯ ที่มีแสดงโชว์โลมา และสิงโตทะเล
  • โชว์แบบดั่งเดิม เรียกความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเคยไปตอนวัยเด็ก
  • สถานที่น่าท่องเที่ยวทุกโซน บรรยากาศร่มรื่น
  • สถานที่สะอาด ไม่มีขยะเลย แม้จำนวนนักท่องเที่ยวช่วงเสาร์-อาทิตย์จะมากก็ตาม

ข้อสังเกต

  • ไม่มีการแสดงโชว์ใหม่ ๆ เพิ่มเติม แม้เวลาจะผ่านไปนานสิบปี ยี่สิบปี 
  • การแสดงโชว์บางอย่างตารางเวลาชนกัน ทำให้ต้องพลาดโชว์อย่างใดอย่างหนึ่งไป
  • ราคาค่าเข้าแพงไปหน่อย แต่ก็ยังพอคุ้มค่าเมื่อได้ชมจริง
  • ราคาอาหารและเครื่องดื่มค่อนข้างแพง แต่ก็คงไว้ด้วยคุณภาพ
  • สถานที่บางจุดควรปรับปรุงให้ดูใหม่ จะทำให้น่าจดจำมากขึ้น

เป็นอย่างไรบ้างครับ กับการรีวิวพาเที่ยว ซาฟารีเวิลด์ ในครั้งนี้ ครั้งต่อไปจะพาเที่ยวที่ไหนต่อ ก็สามารถติดตามได้ที่เพจและเว็บไซต์ ลอฟท์เกม - LOFTGAME ครับ
ติดตามเพจ ซาฟารีเวิลด์ Safari World เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/safariworld.bangkok

หมายเหตุ : บทความนี้เป็น Consumer Review ผู้เขียนเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ไม่ได้มีแบรนด์หรือไม่ได้มีทางสวนสัตว์สนับสนุนแต่อย่างใด
อัจ ลอฟท์เกม

อัจ ลอฟท์เกม เจ้าของเพจและเว็บไซต์ ลอฟท์เกม - LOFTGAME บล็อกเกอร์ผู้สนใจและชื่นชอบเครื่องเล่นเกมคอนโซลเป็นชีวิตจิตใจ นอกจากนี้ยังชื่นชอบเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ไอที แกตเจ็ต รวมไปถึงกีฬาอีสปอร์ต facebook twitter

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า