บทความ : Loftgame เล่า 1 ปีกับการมี Nintendo Switch จากที่เคยแต่คลุกกับ PC และ PS4


กาลเวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว เผลอแปบเดียวก็จะหมดปี 2018 แล้วนะครับ ผมก็ขอส่งท้ายปีด้วยบทความที่กล่าวถึงความประทับใจ และสิ่งที่ผิดหวัง ในการซื้อ Nintendo Switch มาปีกว่าๆ ครับ

ก่อนอื่นเลย ปกติผมจะเล่นเกมบน PC หรือไม่ก็ PS4 มาโดยตลอด ความคิดครั้งแรกที่ซื้อเครื่องเล่นเกม Nintendo Switch คือใจก็อยากเล่น Super Mario Odyssey และช่วงนั้น Super Mario Odyssey มันก็พึ่งชุด Bundle มา ก็เลยจัดชุด Bundle เครื่องญี่ปุ่น สีแดงบาดใจมาเสียเลยแบบไม่รอช้า ตอนนั้นถึงกับขี่มอเตอร์ไซค์บึ่งไปซื้อกลางดึกร้านเกือบปิดกันเลยทีเดียว 55+


ชุด Super Mario Odysser Bundle สิ่งที่แถมมาด้วยนอกจากตัวเครื่อง จะมีตัวเกม กระเป๋าเคสสีแดง ฟิล์มกันรอย ซึ่งแทบไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มเติมกันเลยทีเดียว แต่วันนั้นก็แอบจัด Xenoblade 2 มาด้วยอีกหนึ่งเกม 😄 ไม่นานก็เริ่มทยอยๆจัดเกมมาเพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งบางคนคิดว่า Nintendo Switch มีแต่เกมเด็กๆเล่น ผมบอกเลยว่าถ้าคุณคิดแบบนั้นคุณคิดผิด คุณลองเล่น The Legend of Zelda Breath of the Wild / Super Mario Odyssey หรือ Donkey Kong Country Tropical Freeze ให้จบสิ แล้วจะรู้ว่าเด็กไม่เด็ก


หลังจากที่ได้จับและเล่น Nintendo Switch มาระยะเวลาหนึ่ง ก็พบว่าเครื่อง Nintendo Switch สามารถตอบโจทย์ผมได้หลายๆอย่าง อย่างแรกเลยคือมันพกพาได้ นี่คือจุดขายของ Nintendo Switch ก็ว่าได้เพราะมันเป็นเครื่องคอนโซลที่เล่นอยู่บ้านกับจอใหญ่ๆก็ได้ หรือจะพกออกไปนอกบ้านก็ดี มันสามารถให้ผมพกพาออกไปเล่นนอกบ้านฆ่าเวลาได้อย่างสบายใจ แต่จุดที่น่าผิดหวังจากการพกพาก็มีเช่นกัน นั้นคือแบตเตอรี่ไม่ทนเอาเสียเลย เล่นเกมแปบเดียว จากแบต 100% ลดลงเหลือ 60-50% อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวเกมที่เราเล่นด้วยครับ ถ้าเกมกราฟฟิคสูง หรือใช้การประมวลผลเยอะ ก็ส่งผลกับแบตเตอรี่ รวมไปถึงการที่มันมีพัดลมระบายความร้อนในตัว ประมวลผลเยอะ เครื่องก็ร้อน ในเมื่อร้อน พัดลมก็หมุนเร็วขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงกับพลังงานของแบตเตอรี่ 

ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ

แต่ปัญหาเรื่องแบตเตอรี่หมดเร็วจะหมดไป เมื่อคุณรู้จักกับ Power Bank หรือที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า "แบตสำรอง" อันนี้คือตัวที่ผมใช้งานอยู่ครับ ใช้กับ Nintendo Switch ได้ดีทีเดียว เพราะมีเทคโนโลยี Power Delivery ด้วยนั่นเอง ลองอ่านบทความรีวิวตาม ลิงก์ นี้ได้เลยครับ

ในเรื่องของการ์ดหรือตลับเกม อันนี้เป็นสิ่งที่ผมต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ใช่มันพังง่ายนะ เนื่องด้วยมันมีขนาดที่เล็ก การไปวางไว้มั่วๆ ไม่เก็บไว้เป้นที่เป็นทาง ก็เสี่ยงต่อการที่การ์ดหรือตลับเกมมันจะสูญหายได้เหมือนกัน ดังนั้นคนที่ชอบเผลอเรอ ขี้ลืม ต้องระมัดระวัง ตลับนึงไม่ใช่ถูกๆ หายขึ้นมาก็มีร้องแน่ๆ 55+

ต่อมาในเรื่องของการควบคุม ในส่วนนี้สำหรับตัวผมไม่มีปัญหาอะไรเท่าไหร่ แต่ก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับปุ่ม D-pad (ปุ่มบังคับทิศทาง) ซึ่งเจ้า Nintendo Switch เนี่ยะ มันทำปุ่มออกมาไม่เหมือนเครื่องอื่นๆที่ Nintendo เคยทำ ซึ่งปกติมันจะเป็น + แบบนี้ แต่ตัวนี้กับทำแยกปุ่มออกจากกัน แต่ก็ไม่ได้มีผลกับการเล่นเท่าไหร่เพราะส่วนใหญ่จะควบคุมผ่านก้านอนาล็อกมากกว่า
ในด้านของตัวเครื่อง Joy-Con และหน้าจอแสดงผล ผมว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว จอก็ใหญ่ถูกใจ ภาพที่ออกมาก็ให้ความละเอียดพอสมควร ส่วนตัวเครื่องงานประกอบก็แน่นหนาดี แต่ก็ยังไม่เท่าเครื่องอื่นๆที่ Nintendo เคยทำนะครับ ฝาหลังแอบบอบบางไปหน่อย (น่าจะลดต้นทุนการผลิตล่ะมั้ง) ในส่วนของ Joy-Con ก็ยังไม่พบปัญหาอะไร อาจจะเพราะเป็นคนถนอมของเป็นทุนเดิม แต่เห็นคนโพสต์ลงในกลุ่ม Nintendo Switch ว่ามีปัญหาเรื่องอนาล็อกเดินเองบ้าง จอยไม่ซิงก์กับเครื่องบ้าง ตัวล็อกหักบ้าง โชคดีที่ผมยังไม่เจอปัญหานี้ (และก็ไม่อยากเจอ 555+)

เอาเป็นว่า 1 ปีกว่าๆ ที่ผมได้ซื้อ Nintendo Switch มาครอบครอง แม้จะมีจุดเด่นจุดด้อยบ้าง แต่ผมก็รู้สึกโอเคกับมันนะ แม้ว่ามันจะไม่ใช่เครื่องเล่นที่ดีที่สุดในโลก แต่การตอบโจทย์ และความผูกพันกับตัวเกม อย่าง Zelda / Mario / Kirby / Donkey Kong ที่มีมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ สำหรับถือว่าเวิร์คมากๆ และเป็นอะไรที่ลงตัวสุดๆ ครับ ยิ่งตอนนี้มีระบบ Nintendo Switch Online เข้ามา (คล้ายๆกับ PlayStation Plus ที่ต้องจ่ายเงินเพื่อเล่นในโหมดออนไลน์และรับคุณสมบัติพิเศษต่างๆ รวมไปถึงเกมฟรี) ก็ยังมีเกม Famicom มาให้เล่นให้หายคิดถึง ผมก็ถือว่าคุ้มค่าเงินแล้วครับ

ไม่มีความคิดเห็น